องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ขอเชิญร่วมงานประเพณีบวชนาคช้าง ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่  16 – 18  พฤษภาคม  2562 ณ วัดแจ้งสว่าง และศูนย์คชศึกษา  บ้านตากลาง  ตำบลกระโพ  อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์
ข้อมูลทั่วไป
รายงานการประชุม
รายงานการเงิน
แผนพัฒนา อบจ.สร
รายงานการประเมิน
ผลการดำเนินการ
การติดตามประเมินผล
หนังสือราชการ
แผนแสดงขั้นตอนและระยะเวลา
ข้อบัญญัติ
Untitled Document
หน้าหลัก -> ความเป็นมาของ อบจ.สร
 

 ความนำ

      องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมายาวนานหลายสิบปี นับตั้งแต่การจัดตั้งสภาจังหวัดพร้อมกันกับการจัดตั้งเทศบาล เพื่อทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาแก่รัฐบาลและตรวจสอบการทำงานของเทศบาล ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงเป็นสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด จนกระทั่งได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่งที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด มีอำนาจหน้าที่และรายได้ของตนเองโดยเฉพาะ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีลักษณะพิเศษที่นอกเหนือจากจะมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัดแล้ว พื้นที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยังทับซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปอื่น ๆ ได้แก่ เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนเรื่องรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งมีแหล่งรายได้ที่แตกต่างไปจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปอื่น ๆ ดังนั้น การบริหารงานตามอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจศึกษา

ประวัติความเป็นมาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด


     การจัดรูปองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ซึ่งเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปหนึ่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขและวิวัฒนาการมาตามลำดับ โดยจัดให้มีสภาจังหวัดขึ้นเป็นครั้งแรก  ในปีพ.ศ.2476 ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ฐานะของสภาจังหวัดตามพระราชบัญญัตินี้มีลักษณะเป็นองค์กร ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือแนะนำแก่กรรมการจังหวัด โดยยังไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการบริหารส่วนภูมิภาค ต่อมาในปี พ.ศ.2481  ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. 2481 ขึ้น  โดยมีความประสงค์ที่จะแยกกฎหมายที่เกี่ยวกับสภาจังหวัดไว้โดยเฉพาะแต่สภาจังหวัดยังทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาของกรรมการจังหวัดเช่นเดิม จนกระทั่งได้มีการประกาศให้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบการบริหารราชการในจังหวัดของกระทรวง  ทบวง  กรม  ต่าง ๆ ทำให้อำนาจของกรรมการจังหวัดเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด  ดังนั้น โดยผลแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ทำให้สภาจังหวัดมีฐานะเป็นสภาที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย  ต่อมาได้เกิดแนวความคิดที่จะปรับปรุงบทบาทของสภาที่ปรึกษาของสภาจังหวัดให้มีประสิทธิภาพและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนในการปกครองตนเองยิ่งขึ้นอันมีผลให้เกิด “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” ขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล แยกจากจังหวัดซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคและประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่29 กันยายน 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน

     พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540  ความพยายามแก้ไขกฎหมาย  อบจ. ได้ดำเนินมาก่อนบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  ทั้งนี้เป็นผลกระทบมาจากการเกิดขึ้นของกฎหมาย อบต. เมื่อปี  พ.ศ. 2437 ที่ส่งผลให้เกิดท้องถิ่นรูปแบบใหม่นี้แทบทุกพื้นที่  อุบัติการณ์ดังกล่าวทำให้รายได้ของ  อบจ. ลดลงอย่างมากมายเพราะความที่มีพื้นที่ทับซ้อนกันกับ อบต. และสภาตำบลมา แต่เดิม ครั้น อบต. ยกฐานะเป็นท้องถิ่นอีกรูปแบบหนึ่ง เขตพื้นที่ อบจ.จึงเหลือแค่สภาตำบล ซึ่งมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ตามการเพิ่มขึ้นของ  อบต. จนกระทั่งขณะนี้เหลือสภาตำบลเพียง 214 แห่งเท่านั้น ภาษีส่วนใหญ่จึงตกเป็นรายได้ของ อบต. จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่และรายได้ของ อบจ. ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป สมาชิกสภาจังหวัดทั่วประเทศได้รวมทั้งจัดตั้งสมาพันธ์สมาชิกสภาจังหวัดแห่งประเทศไทย (สจท.) เมื่อปี  พ.ศ.2538 โดยมุ่งผลักดันให้มีการเลือกตั้ง  นายก อบจ. และในวันที่ 31 ตุลาคม 2540 ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติ อบจ. โดยมีสาระสำคัญ  คือ
     1.  อบจ. เป็นนิติบุคคลและเป็นราชการส่วนท้องถิ่น
     2.  เขต อบจ. ได้แก่เขตจังหวัด ซึ่งจุดนี้แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ยกเว้นเขตราชการส่วนท้องถิ่นอื่น  จึงทำให้พื้นที่ อบจ. ทับซ้อนกับพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยา  สุขาภิบาล  และอบต. ก่อให้เกิดปัญหาความสับสน ขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นแต่ละแห่งติดตามมา
     3.  โครงสร้างการบริหารประกอบไปด้วยสภา อบจ.  ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของราษฎรจำนวนแปรผันตามจำนวนประชากรแต่ละจังหวัด  ระหว่าง  24 - 48  คน มีวาระ 4  ปี  และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบบริหารกิจการ อบจ. โดยสภา อบจ. เลือกจากบรรดาสมาชิกสภา อบจ.ด้วยกันเอง  นับได้ว่า อบจ. มีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
     4.  อำนาจหน้าที่ของ อบจ. เน้นหนักที่การจัดทำแผนพัฒนา อบจ. ประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด  สนับสนุนการพัฒนาสภาตำบลและท้องถิ่นอื่น ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมที่ร่วมกันทำหลายท้องถิ่น  สำหรับหน้าที่ตามกฎหมายเดิมจะจำกัดเฉพาะสภาตำบลเท่านั้น  จากข้อเท็จจริง  ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่พบว่าท้องถิ่นต่าง ๆ  มักไม่ให้การยอมรับบทบาทของ อบจ. เท่าที่ควร  ส่วนใหญ่เป็นเหตุเพราะผลทางการเมือง ประกอบกับความที่เป็นท้องถิ่นที่เพิ่งปรับปรุงโฉมใหม่รวมทั้งฐานะการคลังไม่ดี ไม่สามารถสนับสนุนท้องถิ่นอื่นๆ ได้
     5.  รายได้ของ อบจ. กฎหมายใหม่ได้บัญญัติแหล่งที่มาของรายได้เพิ่มขึ้นทำนองเดียวกับ อบต. แต่ในทางปฏิบัติสถานะทางการคลังของ อบจ. ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้หลายแห่งต้องขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมเป็นเงินเดือน  ค่าจ้างของเจ้าหน้าที่
     6.  บุคลากรประจำของ อบจ. เรียกว่าข้าราชการ อบจ. เปลี่ยนจากเดิมที่เรียกว่าข้าราชการส่วนจังหวัด  ตามกฎหมายนี้ยังเปิดโอกาสให้ยืมตัวบุคลากรส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและท้องถิ่นอื่นมาช่วยงานของ  อบจ. เป็นการชั่วคราวได้อยู่แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการดำเนินการประการใด ขณะนี้ปลัด อบจ. ได้รับการแต่งตั้งข้าราชการ อบจ. องค์ครบทุกแห่ง

องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540
โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด
      องค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบเต็มพื้นที่ของจังหวัด โดยทับซ้อนกับพื้นที่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปเทศบาล สุขาภิบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล  โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล  โครงสร้างขององค์การริหารส่วนจังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ดังนี้
     1. ฝ่ายนิติบัญญัติ  ได้แก่ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จำนวน 24-48 คน ตามจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น ดังนี้
         - จังหวัดใดมีราษฎรไม่เกิน 500,000 คน มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 24 คน
         - จังหวัดใดมีราษฎร 500,001-1,000,000 คน มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 30 คน
         - จังหวัดใดมีราษฎร 1,000,001-1,500,000 คน มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 36 คน
         - จังหวัดใดมีราษฎร 1,500,001-2,000,000 คน มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 42 คน
         - จังหวัดใดมีราษฎร มากกว่า 2,000,000 คน มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 48 คน
      โดยกำหนดให้อำเภอเป็นเขตเลือกตั้งเขตหนึ่ง แต่ละอำเภอจะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอย่างน้อย 1 คน และอำเภอใดมีราษฎรที่คำนวณแล้วจะมีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวนเท่าใดก็ให้เป็นตามเกณฑ์จำนวนราษฎรที่อำเภอนั้นมีอยู่  มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ตามจำนวนสัดส่วนของราษฎรโดยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง
     สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 คน และมีรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 คน ซึ่งได้รับเลือกมาจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประธานสภาและรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีวาระการดำรงตำแหน่งตามอายุของสภา (4 ปี)
     2.  ฝ่ายบริหาร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่บริหารกิจการขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้
     สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนหนึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลือกสมาชิกสภา จำนวน 2-4 คน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนี้
         - สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 24 หรือ 30 คน มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 2 คน
         - สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 36 หรือ 42 คน มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 3 คน
         - สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 48 คน มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ 4 คน
     นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีวาระการดำรงตำแหน่งตามอายุของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและมีกรณีการพ้นจากตำแหน่ง ดังนี้
         (1)  ถึงคราวออกตามอายุของสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
         (2) มีการยุบสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งยุบสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
         (3) สมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิ้นสุดลงพร้อมกันทั้งหมดเนื่องจากราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง
         (4)  พ้นสมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
         (5)  สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่รับหลักการแห่งร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
         (6)  ลาออกโดยการยื่นหนังสือลาออกต่อประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด
         (7) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งให้ออกจากตำแหน่งเนื่องจากมีพฤติการณ์ละเลยไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่หรือประพฤติตนฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยของประชาชน
         (8)  ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อถอดถอนให้พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง
      นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหารทำหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งข้าราชการที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนจังหวัดเรียกว่า “ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด”  มีปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการประจำและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด รองลงมาจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

                                                           อ้างอิง http://oknation.nationtv.tv/blog/dhiwakorn/2011/09/13/entry-1
โพสโดย: ผู้ดูแลระบบ
การจัดการความรู้ กฎหมายและคู่มือ
link ที่เกี่ยวข้อง
แต่งงานบนหลังช้าง2562/wedding
ปฏิทินการท่องเที่ยว
กองทุนฟื้นฟู
ครูสอนดี
ร้องเรียน-ร้องทุกข์
เจตจำนงสุจริตของผู้บริหาร
สำหรับเจ้าหน้าที่
ITA
ก.จ.จ.สุรินทร์
Polls
เกี่ยวกับเว็บฯ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ All right reserve@2010