แผนแสดงขั้นตอนและระยะเวลา
รายงานการเงิน
สรุปผลการดำเนินการจัดซื้อ
หน้าหลัก
ข้อมูลทั่วไป
ส่วนราชการภายใน
แผนพัฒนา อบจ.
การติดตามประเมินผล
ข่าวประชุม
วีดีโอแนะนำ
Untitled Document
หน้าหลัก -> แพทย์แผนไทยและสมุนไพร
 

 
สาขาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร

ปราชญ์ชาวบ้านสาขาการแพทย์แผนไทย  และสมุนไพร
การดูแลรักษาสุขภาพของมนุษย์มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล   มนุษย์ในแต่ละสังคมต่างก็มีวิธีการดูแลสุขภาพและรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยวิธีการต่าง ๆ ออกไป ทั้งนี้ขึ้นกับบริบทของชุมชน ระบบความเชื่อ สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น   สภาพสังคมในปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและระบบการแพทย์ กระแสหลักทำให้ประชาชนทั้ง         ในเมืองและชนบทมีการพึ่งพิงระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบการแพทย์กระแสหลักเป็นส่วนใหญ่     จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีลักษณะความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะลักษณะวัฒนธรรมไทย-เขมร ที่มีการดูแลสุขภาพที่แตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่น  ซึ่งเป็นที่น่าสนใจและควรที่จะได้มีการศึกษารวบรวมองค์ความรู้อันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้เพราะนับวันภูมิปัญญาเหล่านี้จะลดน้อยลงไปทุกขณะ   
ดังนั้นจึงได้มีการศึกษาและรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร  เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์และนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้ชุมชนมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านการดูแลสุขภาพในเบื้องต้นต่อไป

๑. นายเพือย   ดีด้วยมี  ปราชญ์ชาวบ้านด้านการแพทย์แผนไทย
 


 

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ-สกุล  นายเพือย ดีด้วยมี    เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๙                                                       ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๔๗ หมู่ ๘ บ้านกาเกาะ  ตำบลท่าสว่าง  อำเภอเมืองสุรินทร์  จังหวัดสุรินทร์       
จบการศึกษาชั้นสูงสุดประถมศึกษาปีที่ ๔   สมรสกับนางเสมียน ดีด้วยมี มีบุตรธิดาด้วยกัน ๕ คน ปัจจุบันประกอบอาชีพหลักคือการทำนา
วิธีการเรียนรู้ของภูมิปัญญา
เมื่อจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔   นายเพือย  ดีด้วยมี  ได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย  เพราะที่บ้านมีฐานะยากจน อีกทั้งพ่อแม่มีลูกหลายคนไม่สามารถส่งเสียให้เรียนสูงกว่านี้ได้   ทำนาอยู่ระยะหนึ่ง  เมื่อเห็นว่าทางบ้านมีฐานะพอมีพอกินไม่เดือดร้อนแล้ว จึงได้ขออนุญาตพ่อแม่ออกบวชเรียนที่วัดในหมู่บ้าน  ปี  พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๘ ได้ไปจำพรรษาที่วัดมงคลรัตน์ บ้านตะโก ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยจำพรรษา อยู่เป็นเวลา ๓ ปี    ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อพวน วรมังคโร  เป็นเจ้าอาวาสวัดมงคลรัตน์   ช่วงที่จำพรรษาอยู่นั้น ได้มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติสมาธิจนแก่กล้า และได้เรียนรู้ตำราการรักษา รวมทั้งมนต์คาถาต่าง ๆ   จากหลวงพ่อพวน วรมังคโร

แรงบันดาลใจของการมาเป็นหมอพื้นบ้าน
 การที่นายเพือย  ดีด้วยมี  มีแรงบันดาลใจและให้ความสนใจในการเป็นหมอพื้นบ้านอัน เนื่องมาจาก
๑.   การซึมซับจากสภาพในครอบครัว  กล่าวคือ แม่เป็นหมอพื้นบ้านรักษากระดูกหักที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านมาก   ส่วนพ่อก็เป็นหมอที่มีความสามารถรักษาแผลจาก
งูพิษกัด   การที่สภาพภายในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่เป็นหมอพื้นบ้านที่เสียสละช่วยดูแลรักษาผู้เจ็บป่วย ตั้งแต่เกิดมาก็ได้เห็นพฤติกรรมของพ่อแม่ที่ให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มาโดยตลอด  จึงได้ซึมซับการปฏิบัติของพ่อแม่ ทำให้มีจิตใจที่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์  อีกทั้งพ่อและแม่ให้มีส่วนร่วมเข้าไปร่วมในกระบวนการรักษา ทำให้เริ่มสนใจการรักษามาตั้งแต่เด็ก    เมื่ออายุ ๖-๗ ปี พ่อและแม่จะพาไปเก็บสมุนไพร ประสบการณ์ที่ได้จากพ่อแม่จึงทำให้สะสมความรู้และความใส่ใจในการดูแลคนไข้ ทั้งการรักษากระดูกหัก  รักษาแผลจากงูพิษกัด  
 ๒.  ในช่วงที่บวชเรียนและได้ไปจำพรรษาที่วัดมงคลรัตน์นั้น  หลวงพ่อพวน  วรมังคโร  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส ท่านมีความสามารถทางด้านคาถาอาคม  และช่วยรักษาผู้เจ็บป่วยจำนวนมาก  ในแต่ละวันจะมีผู้ที่เจ็บป่วยมาขอรับการรักษาเป็นจำนวนมากมีทั้งที่ป่วยด้วยโรคทางกายและป่วยเนื่องจากสภาพจิตใจ    นายเพือย  ดีด้วยมี  ซึ่งบวชเป็นพระลูกศิษย์จำพรรษาอยู่ในวัด  จึงมีโอกาสได้เรียนกรรมฐานการปฏิบัติสมาธิ และเรียนรู้การรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยอาการต่าง ๆ เช่นคนวิกลจริต  ถูกคุณไสย ฯลฯ
การที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนั่งกรรมฐานช่วยให้มีสมาธิแก่กล้า สามารถเพ่งสมาธิรู้ว่าผู้เจ็บป่วยแต่ละคนเจ็บป่วยจากสาเหตุอะไร   และจะใช้วิธีการแก้ไขอย่างไร รวมทั้งมีความรู้เกี่ยวกับยาที่จะใช้รักษาอาการเจ็บป่วยด้วย
 


เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องสมุนไพรให้กับนักเรียน

แนวความคิด
 นายเพือย   ดีด้วยมี  มีแนวความคิดที่สำคัญ ในการเป็นหมอพื้นบ้านเพราะต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้สุขสบายขึ้นช่วยให้พ้นจากการทุกข์ทรมานหายจากการเจ็บป่วย  โดยมี
มุมมองต่อชีวิตว่า “ในชีวิตต้องการให้ประชาชนรวมทั้งสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้มีความสุขสบาย เราสบาย เขาสบาย เราได้กิน เขาได้กิน”  
 นอกจากนี้   ยังมีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต คือ บั้นปลายชีวิตมองหาที่ตาย ตายให้มีความสงบ เตรียมตัวก่อนตาย บุตรหลานจะได้ไม่เดือดร้อน  ในด้านการครองชีวิตคู่ เน้นการทำหน้าที่ของแต่ละคนให้สมบูรณ์ที่สุด  ในด้านการสั่งสอนลูก ต้องกระทำตัวเองให้ลูกหลานดูเป็นตัวอย่างที่ดี  และต้องพัฒนาตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น แข่งขันกับตัวเองให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ความสามารถเฉพาะ
นายเพือย  มีด้วยดี  มีความสามารถในการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยโรคท้องถิ่นต่าง ๆ  รวมทั้งอาการอื่น ๆ  เช่น   อาการวิกลจริต  การถูกพิษ  ถูกคุณไสย  ซางตานขโมย เด็กร้องไห้ไม่หยุด  งูสวัด  อาการไข้ต่าง ๆ  งูกัด  กระดูกหัก  ปวดท้อง  ปวดหัว  เบาหวาน    ผิดสำแดงประเภทต่าง ๆ   ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ    การรักษาของนายเพือย  ดีด้วยมี   ประกอบด้วยการรักษาอยู่ที่บ้าน  และไปรักษาที่บ้านคนไข้
นอกจากนี้นายเพือย    ดีด้วยมี ได้มีโอกาสพัฒนาองค์ความรู้จากการมีชมรมหมอพื้นบ้านสุรินทร์    ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์  ได้รวบรวมหมอพื้นบ้านและจัดตั้งเป็นชมรมโดยมีกิจกรรมให้สมาชิกที่เป็นหมอพื้นบ้านได้มีโอกาสพบปะ มีการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้          การสัมมนาตำรายาสมุนไพรพื้นบ้าน   การเดินป่าสำรวจพันธุ์สมุนไพร    จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมจากหลวงพ่อเมียก  ฉันฑวุฒโฑ  และหมอพื้นบ้านคนอื่น ๆ

สมุนไพรที่ใช้ประกอบการรักษา
              สมุนไพรที่ใช้ในการรักษาผู้เจ็บป่วยโรคต่าง ๆ  สิ่งที่ต้องใช้คือสมุนไพรพื้นบ้าน 
 ตามตัวอย่างที่ได้นำเสนอตามลำดับดังนี้
โรคซางตานขโมยในเด็ก    รักษาโดยการให้แม่กินยาสมุนไพร  สมุนไพรที่ใช้   คือ  ตังกีบกะดาม  (เม่าไข่ปลา) และ  ตระเส็จ (นนทรี)   นำสมุนไพรทั้ง ๒ ชนิด มาต้มให้แม่กินต่างน้ำ 
ยากวาดลิ้นเด็ก   โดยใช้เถาบอระเพ็ดและหัวตะไคร้  นำมาเผาให้เป็นผงถ่าน ผสมน้ำใช้กวาดลิ้นให้เด็ก
งูสวัด  ใช้หน่อไม้ป่าและหน่อไม้บ้าน   หัวกลอย    ลูกน้อยหน่าแห้งเผา นำสมุนไพรทั้งหมด แช่น้ำนาน ๓๐ นาที   แล้วให้ดื่ม  ห้ามแช่นานกว่านี้ เพราะจะทำให้ยาบูด 
 


วิธีการรักษาแบบหมอพื้นบ้านของนายเพือย  ดีด้วยมี

ยาแก้ร้อนใน ใช้สมุนไพร คือ หัวกลอยสด เอาเปลือกขนออก  ฝานบาง ๆ ประมาณ ๒ นิ้ว (ใช้มากจะเป็นพิษ)   หน่อไม้บ้านสดใช้ต้นอ่อน(หน่อ) ๑ หน่อ (เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๑ นิ้วมือ ยาว ๔ นิ้ว)  ผลน้อยหน่าแห้งคาต้น (ลูกเท่ากำมือ) เผาไฟให้ไหม้ จำนวน ๑ ลูก   นำตัวยาทั้งหมดมาแช่น้ำ หากให้เด็กทารกที่กินนมแม่ ให้แช่ยา  ๓๐  นาที  จากนั้นนำน้ำยาที่แช่มาหยดใส่  หัวนมแม่  แล้วจึงให้ลูกดูดนมแม่  สำหรับในเด็กอายุ ๑-๓ ปี และผู้ใหญ่  ให้แช่ยา ๓๐  นาที   เช่นกันแต่ให้นำมาให้ดื่มแทนน้ำ 
  คางทูม  การรักษาใช้สมุนไพร คือ ใบมะลิ  ๑  กำมือ   ใบตำลึง ๑  กำมือ  นำสมุนไพรทั้งหมดมาตำรวมกัน  ใส่น้ำเล็กน้อยนำมาปิดหรือพอกบริเวณที่เป็น ให้หยอดน้ำบ่อย ๆ  บริเวณที่พอกยาอย่าปล่อยให้ยาแห้ง   และต้องเปลี่ยนยาที่พอกทุกวัน  ห้ามรับประทานอาหารแสลง  ได้แก่   ไก่   เหล้า   ข้าวเหนียว

วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญา
 นายเพือย  ดีด้วยมี  ได้ถ่ายทอดวิชาให้กับลูกศิษย์ มากกว่า ๑๐ คน แต่ลูกหลานไม่มีคนที่สืบทอดต่อ นายเพือย   ดีด้วยมี  บอกว่าอาจเนื่องจากทุกคนมีงานทำซึ่งอยู่ไกลไม่มีเวลามาเรียนและไม่มีเวลาให้การรักษาแก่ชาวบ้าน
 สำหรับวิธีการถ่ายทอดความรู้   ไม่มีข้อปฏิบัติยุ่งยากจะพิจารณาผู้ที่มาขอเป็นศิษย์โดยการนั่งสมาธิและสังเกตพฤติกรรมเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรม ก็จะให้นำดอกไม้ธูปเทียน  ขันธ์ ๕ พร้อมเงิน  ๑๒ บาท มาขอสมัครเป็นศิษย์ จากนั้นก็จะถ่ายทอดความรู้ให้โดยการบอกเล่า  และให้เข้าร่วมในกระบวนการรักษาด้วยเพื่อให้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการรักษาคนไข้

สิ่งที่ทำให้ภูมิปัญญาคงอยู่
 สิ่งที่ทำให้ภูมิปัญญาคงอยู่นั้น  นายเพือย  ดีด้วยมี   ได้อธิบายสรุปไว้ดังต่อไปนี้
 ๑.   มีความเสียสละ มีคุณธรรมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังผลตอบแทนไม่มีการเรียกร้องค่ารักษา รวมทั้งมีการพูดคุยให้ข้อมูลแก่คนไข้รวมทั้งมีการให้กำลังใจแก่คนไข้ที่มารับการรักษา
๒.   เนื่องจากในชุมชนท้องถิ่นประชาชนยังมีความเชื่อในการรักษาแบบพื้นบ้าน
๓.   การได้เห็นประสิทธิภาพในการรักษาช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย
๔.   การที่ภูมิปัญญามีการสะสมองค์ความรู้มาเป็นระยะเวลายาวนานทำให้ชาวบ้านมี      ความเชื่อถือ
๕.   การมีสมุนไพรที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น
๖.   การใช้มนต์คาถา ซึ่งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและเป็นกระบวนการที่ยังพิสูจน์


             ให้ความรู้เรื่องสมุนไพรกับผู้สนใจทั่วไป

ผลงานที่ผ่านมา
 ผลงานด้านการเป็นหมอพื้นบ้าน
 มีบทบาทการรักษาอาการเจ็บป่วย ด้วยโรคต่าง ๆ โดยมีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคเป็นพิเศษ คือ โรคพื้นบ้าน  อาการผิดสำแดง งูสวัด คางทูม เด็กเป็นซางตานขโมยและผู้ที่ถูกคุณไสย
เป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้เรื่องสมุนไพรให้กับเด็กเยาวชน นักเรียน  เป็นวิทยากรในการอบรมให้ความรู้เรื่องของสมุนไพรพื้นบ้าน  ทั้งในระดับชุมชน และในระดับจังหวัด  ตลอดจนเป็นตัวแทนหมอ พื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์ร่วมประชุมและสัมมนาในระดับภาคและระดับประเทศ
 


เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องสมุนไพรพื้นบ้านกับนักเรียน
 

รางวัลเกียรติคุณที่ได้รับ  
๑.  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านหมอพื้นบ้านของจังหวัดสุรินทร์
๒.  เชิดชูเกียรติ “ครูผู้มีอุปการะคุณด้านการแพทย์แผนไทย” จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์
๓.  รางวัลช้างเงิน “ภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านการเป็นหมอพื้นบ้าน” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
๔.  เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติภูมิปัญญาพื้นบ้าน  จากศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
๕.   เกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ หมอพื้นบ้าน จากกระทรวงสาธารณสุข
 


   เป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการศึกษาสำรวจพันธุ์สมุนไพร
 

ผลงานอื่น ๆ ในชุมชน
 ๑.  เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านกาเกาะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๓๙ ขณะที่เป็นผู้ช่วยฯ ได้สนใจพัฒนาความรู้โดยได้ศึกษาต่อที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจนกระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
 ๒.  เป็นกรรมการสภาตำบล 
              ๓.  เป็นหัวหน้าคุ้มในหมู่บ้าน 
              ๔.  ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของหมู่บ้าน และที่ปรึกษากองทุนหมู่บ้าน
 ๕.  เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน  ในช่วงที่มีพิธีปริวาสกรรมทุกปี ปีละ ๔-๕ วัด
 ๖.  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านหมอพื้นบ้านของจังหวัดสุรินทร์
              ๗.  เป็นวิทยากรพิเศษด้านสมุนไพร และการดูแลสุขภาพพื้นบ้านของจังหวัด  ทั้งในระดับหมู่บ้าน  อำเภอ  และจังหวัด


๒.  นายชอย  สุขพินิจ  ปราชญ์ชาวบ้านด้าน  การแพทย์แผนไทย


 

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ-สกุล   นายชอย  สุขพินิจ เกิดเมื่อวันที่ 10 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2481
ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่  ๘๓  หมู่ ๖  บ้านโคกพยูง  ตำบลแนงมุด  อำเภอกาบเชิง   จังหวัดสุรินทร์      
จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔   สมรสกับนางเอือย   สุขพินิจ  มีบุตรธิดา ๖  คน   ปัจจุบันมีอาชีพ
ทำนาและช่วยรักษาผู้เจ็บป่วย 

วิธีการเรียนรู้ของภูมิปัญญาและแรงบันดาลใจที่มาเป็นหมอพื้นบ้าน
 วิธีการเรียนรู้ภูมิปัญญาและแรงบันดาลใจของนายชอย  สุขพินิจ  สามารถสรุปได้ดังนี้
 ๑.  มีตาและพ่อเป็นหมอพื้นบ้าน  มีความสนใจตั้งแต่เด็กเนื่องจากเมื่ออายุ ๘ ปี ขาหักเพราะตกจากต้นหมาก ตารักษาให้ด้วยการเป่าและดามไม้ไว้ จึงเห็นความสำคัญของการรักษา  จากการได้อยู่ใกล้ชิดกับตาด้วย จึงได้สนใจและเรียนวิชาการรักษาจากตาและพ่อซึ่งเป็นหมอพื้นบ้าน
๒.  ได้พบตำราการแพทย์ในขณะที่บวชเป็นพระ  นายชอย  สุขพินิจ ได้ศึกษาตำราขอมที่มีเนื้อหาทางด้านการแพทย์ การรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ  เช่น  เด็กเป็นซาง  รวมทั้งการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การทำเสน่ห์ การทำไสยศาสตร์  และอื่น ๆ อีกมากมาย  จึงได้ศึกษาจากตำราเหล่านี้   แต่ไม่ได้ประกอบพิธีกรรมใด ๆ  เพราะว่าพรรษายังน้อย มีความเชื่อว่า ต้องมีอายุพรรษา ๑๐  พรรษาขึ้นไปจึงจะสามารถประกอบพิธีกรรมได้  เช่นการทำพิธีสวดปัดเสนียดจัญไร โกนจุก ฯลฯ 
๓.  มีชาวบ้านที่เดือดร้อนมาขอร้องให้ช่วยรักษา  โดยเริ่มการรักษาครั้งแรก ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี  โดยรักษาผู้ที่ถูกเงี่ยงปลาดุกตำ  ถูกตะขาบ แมงป่องต่อย

 
เป็นประธานในพิธีไหว้ครูบูชาหมอพื้นบ้าน ปี พ.ศ. ๒๕๒๒
 

แนวความคิด
นายชอย   สุขพินิจ  มีแนวคิดในการดำรงชีวิตโดยใช้หลักธรรมะ  มีการดำรงชีวิตอย่างสมถะ  ยึดหลักการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงเป็นตัวอย่างในชุมชน ปฏิบัติธรรมในเรื่องการให้ทานและเสียสละช่วยเหลือผู้อื่นมาโดยตลอด โดยบอกว่า  “สงสารผู้เจ็บป่วย เขามาหาก็ต้องช่วยเขา  ต้องมีความเมตตา”   เป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อมีงานในหมู่บ้านนายชอย  สุขพินิจ   จะให้การช่วยเหลือตลอด  ชาวบ้านบอกว่าในพื้นที่ตำบลแนงมุดและตำบลใกล้เคียงอีก ๓ ตำบล ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นครูในการประกอบพิธีกรรม       ต่าง ๆ
   
ความสามารถเฉพาะ
 นายชอย สุขพินิจ  มีความสามารถในการรักษาการเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคพื้นบ้าน รวมทั้งการรักษาโรคเบาหวาน กระดูกหัก  งูสวัด ซางในเด็ก ฝีมีหัว ไอเรื้อรัง มะเร็ง  ฯลฯ  รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในด้านสมุนไพรพื้นบ้านจนกระทั่งได้รับสมญานามว่าเป็น “สารานุกรมสมุนไพรเคลื่อนที่”  จากนักวิชาการด้านพฤกษศาสตร์  มีความสามารถพิเศษในการอ่านและเขียนภาษาขอม

 
ตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านของนายชอย  สุขพินิจ


สมุนไพรที่ใช้ประกอบการรักษา
สิ่งที่ภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ในกระบวนการรักษา คือ สมุนไพร ซึ่งมีทั้งพืชวัตถุ สัตว์วัตถุและธาตุวัตถุ  ดังเช่น
งูสวัด   ใช้เวือรตะเอิ๊ก  (เถาสะอึก) ต้มดื่ม   นำเปลือกต้นเพกา ฝนกับเหง้าขมิ้นอ้อย  หรือเหง้าขมิ้นชัน  ฝนจนยาข้นใช้สำลีชุบตัวยาทาแผล  และใช้มนต์คาถาเป่าบริเวณที่เป็น
โรคเบาหวาน  ใช้ต้นหรือรากขันทองพยาบาท  ข้าวเย็นเหนือหรือข้าวเย็นใต้   หัวร้อยรู   เหงือกปลาหมอ  ฟ้าทะลายโจร  บอระเพ็ด
            ซางตานขโมยในเด็ก ใช้ ทองกวาวเครือ  สีเสียดก้อน   
ฝีมีหัว  ใช้เปลือกและฝักนุ่น ใบสับปะรดส่วนที่ติดกับโคน  ใบเถาคันขาว
โรคมะเร็ง  ใช้สมุนไพรต้มดื่ม คือ ไม้ไผ่บ้าน (ไผ่สีสุก) ไม้ไผ่ป่า 7 ข้อ   เคล็มอังกอล (ภาษาเขมร)  แก่นแสมสาร ข้าวเย็นเหนือ  ข้าวเย็นใต้  หัวหญ้าแห้วหมู  เปลือกมะค่าโมง  เปลือกคัดลิ้น  เปลือกตั้งบี้  มะพร้าวแก่ ของแสลง  ห้ามกิน ได้แก่  ปลามีเกล็ด   ของหมักดอง  สมุนไพรทา  
ดีคางคก  เม็ดสะบ้า หางนกยูง  (สัตว์วัตถุ)   หัวเต่าเพ็ก  (สัตว์วัตถุ)  ต้นสะบ้า   สมุนไพรบ้วนปาก   ยอดอ่อนใบฝรั่ง   เกลือเม็ด  ๓ เม็ด   เปลือกต้นมะขาม
 อาการไอเรื้อรัง  ใช้สมุนไพรต้มดื่ม แก่นสน   ต้นปีบ (กาสะลอง)    เลา     ย่านาง
 


ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องสมุนไพรพื้นบ้าน

วิธีการถ่ายทอดองค์ความรู้
 นายชอย  สุขพินิจ    ได้อธิบายว่ามีผู้มาขอเป็นศิษย์ ประมาณ ๕-๖ คน นอกจากนี้    ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบุตรชายคนสุดท้องด้วยเพราะต้องการให้นำความรู้ไปใช้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป    การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการรักษาจะเลือกผู้เป็นลูกศิษย์โดยพิจารณาจาก
ประวัติและพฤติกรรมความมีคุณธรรม เสียสละ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  จากนั้นก็จะให้นำขันธ์ ๕ ดอกไม้ธูปเทียนพร้อมเงิน ๑๒ บาท  มาขอมอบตัวเป็นศิษย์   จากนั้นก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วยการบอกเล่าและให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาเป็นช่วงเวลาหนึ่ง  เมื่อเห็นว่ามีความสามารถแล้วก็จะบอกให้ไปรักษาผู้เจ็บป่วยได้ และเมื่อมีข้อสงสัยใด ๆ สามารถมาปรึกษาครูได้ตลอดเวลา

 


รับรางวัลเชิดชูเกียรติหมอพื้นบ้านจาก ศ.นพ.ประเวศ   วะสี

 

สิ่งที่ทำให้ภูมิปัญญายังคงอยู่
 ในมุมมองของหมอพื้นบ้านเห็นว่าการที่ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านยังคงอยู่เนื่องจากมีปัจจัยต่าง ๆ เช่น
 ๑. การที่หมอพื้นบ้านที่มีความเสียสละ มีคุณธรรมและยินดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดย        ไม่หวังผลตอบแทนเพราะไม่มีการเรียกร้องค่ารักษาก่อให้เกิดศรัทธา
๒. ประชาชนในชุมชนยังมีความเชื่อในการรักษาแบบพื้นบ้าน อีกทั้งการได้เห็น
ประสิทธิภาพในการรักษาช่วยให้หายจากการเจ็บป่วย
๓. ความเชื่อถือในความสามารถของหมอพื้นบ้านที่ได้สะสมองค์ความรู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน
๔.  การมีป่าสำหรับการหาสมุนไพรเพื่อนำมาใช้ในการรักษา
๕.  การที่หมอพื้นบ้านมีความสามารถในด้านพิธีกรรมร่วมด้วย เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมทั้งการใช้มนต์คาถาช่วยการสร้างขวัญกำลังใจและการรักษา

ผลงานที่ผ่านมา
นายชอย  สุขพินิจ   มีความเชี่ยวชาญในด้านการรักษาและให้การรักษาผู้เจ็บป่วยเป็นประจำ  คือ  การรักษากระดูกหัก   งูสวัด  เบาหวาน  มะเร็ง  ฝีมีหัว  ซางตานขโมยในเด็ก    เป่าเด็กร้องไห้ไม่หยุด    เป็นหมอสะเดาะเคราะห์/พิธีขึ้นบ้านใหม่ /พิธีแต่งงาน

ผลงานด้านอื่น ๆ 
นอกจากบทบาทการเป็นหมอพื้นบ้านแล้ว นายชอย  สุขพินิจ  ยังมีความสามารถ ในด้านอื่น ๆ เช่น
 ๑.  เป็นผู้นำทางด้านพิธีกรรมในชุมชน
 ๒.  เป็นหมอสะเดาะเคราะห์
 ๓.  เป็นวิทยากรสอนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนประชาสามัคคี   ตำบลแนงมุด
  ๔.  ครูผู้สอนการอ่านและเขียนภาษาขอมให้กับเด็กนักเรียน โดยนายชอย  บอกว่า
ต้องการสอนให้เด็ก ๆ มีความรู้และสามารถนำไปใช้ได้

 
เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ

เกียรติคุณที่ได้รับ
๑. เชิดชูเกียรติ “ครูผู้มีอุปการะคุณด้านการแพทย์แผนไทย” จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์
๒. เป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์พื้นบ้านของกระทรวงสาธารณสุข  
๓. เป็นหมอพื้นบ้านที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการใช้สมุนไพร 
๔. ที่ปรึกษาทางด้านสมุนไพรและแพทย์แผนไทยของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์

๓. นายเอี๊ยะ    สายกระสุน  ปราชญ์ชาวบ้านด้าน  การแพทย์แผนไทย

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ – สกุล  นายเอี๊ยะ สายกระสุน  เกิดใน ปีพ.ศ.๒๔๙๔  ที่บ้านทวารไพร ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์  ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๖๑  หมู่ ๒  บ้านท่าสว่าง   ตำบลบักได 
กิ่งอำเภอพนมดงรัก  จังหวัดสุรินทร์  จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ ที่โรงเรียน บ้านรุน
 มีบุตร  ๔  คน  เป็นชาย ๑ คน  หญิง  ๓ คน  ประกอบอาชีพรับจ้าง

วิธีการเรียนรู้ภูมิปัญญาและแรงบันดาลใจในการเป็นหมอพื้นบ้าน
 สาเหตุที่สนใจเรียนการรักษาแผลงูพิษกัด  เกิดจากในขณะอยู่ในวัยรุ่น ได้ออกไปหาปู      หากบ กับน้องสาวซึ่งมีอายุ  ๑๒  ปี  น้องสาวได้ถูกงูเห่ากัดที่มือ  พ่อได้พาไปรักษากับหมอพื้นบ้าน  ที่บ้านท่าสว่าง ตำบลบักได  หมอพื้นบ้านได้ให้ยากินผสมเหล้าและเป่ารักษาอยู่ได้ ๗ วัน น้องสาวก็เสียชีวิต  “ก่อนที่ผมจะเป็นหมองู น้องสาวของผมถูกงูเห่ากัดหลายวันจึงเสียชีวิต ตอนนั้นไม่มีรถยนต์สำหรับการเดินทาง ต้องปล่อยให้น้องสาวนอนตายไปทีละน้อยจนตายทั้งตัว ในความรู้สึกขณะนั้นผมรู้สึกว่าทำไมผมจึงไม่สามารถช่วยเหลือน้องสาวได้”   จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รู้สึกว่าไม่มีหมอยาพื้นบ้านที่เก่งและช่วยรักษาผู้ถูกงูกัดได้  นายเอี๊ยะ  สายกระสุน  จึงได้เสาะหาหมอที่คิดว่ารักษาแผลงูพิษกัดได้  “ผมจึงเริ่มหาวิชาที่เกี่ยวกับการรักษาแผลงูพิษกัด   ผมไปถามที่บ้านเกิด และไปที่อำเภอท่าตูม ญาติบอกว่าลุงเขยมียาสมุนไพรและเป็นหมอยารักษาแผลงูพิษกัด  แต่ทุกวันนี้ลุงไปอยู่ที่พิจิตร ถ้าอยากเรียนให้ลงไปเรียนที่พิจิตร” ด้วยความอยากเรียน   นายเอี๊ยะ
 สายกระสุน จึงได้เดินทางไปที่จังหวัดพิจิตรไปหาหมอขวัญ เชียงคำ ซึ่งเป็นลุงเขย  (ลุงเรียนมาจากเขมร)  นายเอี๊ยะ  สายกระสุน  จึงตามไปขอเรียนจนกระทั่งได้รู้จักยาและวิธีการรักษา

 
การรักษาผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลพนมดงรัก

ในการเรียนวิชาครั้งนั้นมีพิธีการมอบตัวเป็นศิษย์โดยจะต้องมี อุปกรณ์ คือ ผ้าขาว ๑ ผืน ขันธ์ ๕  ดอกไม้ ธูปเทียน และเงิน ๔ บาท     การรักษาครั้งแรกเมื่ออายุ ๒๑ ปี ผู้ป่วยถูกงูเห่ากัดมา ๓ วัน ไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่อาการไม่ดีขึ้น ญาติของผู้ป่วยจึงขออนุญาตหมอนำผู้ป่วยกลับบ้านโดยบอกว่าจะกลับมาตายบ้าน จากนั้นได้นำมาหานายเอี๊ยะ สายกระสุน โดยบอกว่า “ไหน ๆ ก็จะตายอยู่แล้วก็ลองมาให้รักษาดู” นายเอี๊ยะ สายกระสุน เองก็ไม่แน่ใจในการรักษาครั้งแรกเท่าไหร่นักดังที่บอกว่า  “ผมก็ไม่แน่ใจในการรักษาของผม เพราะเป็นรายแรก แต่ญาติเขาขอให้ผมรักษา ผมจึงลองรักษาดู ซึ่งขณะนั้นคนไข้ไม่มีสติคางแข็งต้องเอาช้อนงัดปากกรอกยา ต่อมาซักครึ่งชั่วโมงเขาก็ลืมตาแล้วลุกขึ้นแล้วบอกว่าหิวข้าว จึงให้ญาติหาข้าวปลาให้กิน หลังจากนั้นเขาก็หายเป็นปกติ”  นายเอี๊ยะ สายกระสุน บอกว่าคนไข้คนแรกคนนี้ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่

แนวความคิด
 นายเอี๊ยะ  มีแนวคิดในการดำรงชีวิตเป็นหมอพื้นบ้านคือ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวง ไม่ปฏิเสธในการไปช่วยรักษาคนไข้แม้จะดึกดื่นเที่ยงคืนก็ไม่เคยปฏิเสธ  ผู้ที่มาหาล้วนเดือดร้อน จึงต้องช่วยเต็มที่  การดำรงชีวิตนั้นยึดหลักใช้กินเท่าที่มีไม่พยายามมีหนี้สิน 

 

ความสามารถเฉพาะ
 นายเอี๊ยะ  สายกระสุน  มีความสามารถในการรักษาแผลงูพิษกัดและสัตว์พิษกัด โดยมีรายละเอียด ที่สามารถสรุปได้ดังนี้
๑. อธิบายลักษณะแผลงูพิษกัดและสัตว์พิษกัดแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน 
๒. อธิบายลักษณะอาการของผู้ที่ถูกงูพิษกัดและรักษาผู้ถูกงูพิษกัดได้
 ๓. บอกอาการและรักษาผู้ที่ถูกแมงมุมกัด อธิบายและรักษาอาการผู้ที่ถูกตะขาบและ
แมงป่องต่อย  ถูกเงี่ยงปลาดุกตำ
ในด้านจำนวนผู้มารับการรักษา  นายเอี๊ยะ สายกระสุน  บอกว่าในแต่ละปีมีไม่ต่ำกว่า
๖๐-๗๐ คน  ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่    มีบางส่วนมาจากต่างอำเภอ เช่นอำเภอจอมพระ  ที่มาจากต่างจังหวัด  เช่น บุรีรัมย์  นครราชสีมา  ความถี่ของคนไข้ที่มารับการรักษา   ช่วงหน้าฝนพบมาก เพราะชาวบ้านต้องออกกรีดยาง ออกหาอาหารในเวลากลางคืน  
วิธีการรักษา
๑. นำรากโลดทะนงแดงมาฝนกับหมากสุกบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยใช้น้ำสะอาดเป็น
กระสายยา ฝนยาจนกระทั่งน้ำเป็นสีขาวขุ่น ใช้ประมาณ 1 แก้ว
 ๒. ให้ผู้ที่ถูกงูพิษ/สัตว์พิษกัดดื่มยา  รอสักครู่ประมาณ ๓-๕ นาที จะอาเจียนออกมาจากนั้นอีก ๓๐ นาทีให้ดื่มซ้ำอีก
 ๓. ในขณะเดียวกัน ก็ใช้รากโลดทะนงแดงฝนกับหมากแห้งและบีบมะนาวเป็นกระสายยา ปิดแผลบริเวณที่ถูกงูกัด โดยทาซ้ำไปเรื่อย ๆ ทุก ๒  ชั่วโมง
 ๔.  กรณีที่มีรอยไหม้ แผลเน่าให้ใช้ว่านอึ่งทุบปิดแผลร่วมด้วย จะช่วยให้อาการดีขึ้น           การรักษาไม่มีคาถากำกับ  
 

 
การฝนยาและตัวยารักษาผู้บาดเจ็บ

การปฏิบัติตัวคนไข้      ห้ามกินเหล้าช่วงรักษา
ความสามารถด้านการรักษาโรคอื่น ๆ  นอกจากการรักษาแผลงูพิษกัดแล้ว  นายเอี๊ยะยังมีความรู้เรื่องการรักษาโรคริดสีดวง  รักษาไข้ทับฤดู

ทรัพยากรที่ใช้
 ในการรักษาผู้ที่ถูกสัตว์พิษและแผลงูพิษกัดนั้นมีการนำสมุนไพรมาใช้ คือ รากโลดทะนงแดง  หรือพระเจ้าปลูกหลง (ภาษาลาว)  หรือปะเตียลกะรัญ (เมล็ดหมากสุก)  และมะนาว
 

 


สมุนไพรโลดทะนงแดงและส่วนประกอบที่เป็นยารักษา
 

                                     วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญา
นายเอี๊ยะ  สายกระสุนได้อธิบายว่า มีผู้มาขอเรียนการรักษาสัตว์พิษและงูพิษกัด  โดยต้องตั้งครูเป็นเงิน   ๑๒  บาท พร้อม ดอกไม้  ธูปเทียน ขันธ์ ๕  จากนั้นจึงจะสอนให้ 
 ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นลูกศิษย์   จะใช้หลักการพิจารณาดูภูมิหลังและประวัติความเป็นมา   ต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และต้องมีความเสียสละ

สิ่งที่ทำให้ภูมิปัญญาคงอยู่
การที่ภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านยังคงอยู่ นั้นเนื่องจาก
๑. โรค/อาการบางชนิด เช่นการถูกงูพิษกัด ถ้าไม่รู้ว่าถูกอะไรกัดการรักษาแผนปัจจุบันต้องรอสังเกตอาการขณะที่หากใช้สมุนไพรสามารถใช้ได้ทันทีช่วยให้คนไข้ไม่ต้องทรมานจากการเจ็บปวด และไม่มีอาการข้างเคียงจากการเกิดแผลเน่าเปื่อย ทำให้ประชาชนยังนิยมใช้การรักษาแบบพื้นบ้านด้วย
๒.  การที่หมอพื้นบ้านมีความเป็นกันเองผู้ป่วยและญาติสามารถพูดคุยซักถามได้โดยสะดวก
 


การประชุมหมอยาพื้นบ้านที่โรงพยาบาลพนมดงรัก

ผลงานที่ผ่านมา
 การเป็นหมอพื้นบ้านของนายเอี๊ยะ  สายกระสุน  สามารถสรุปผลงานต่างๆที่ผ่านมาได้ดังนี้
๑. เป็นหมอพื้นบ้านที่ช่วยรักษาผู้ถูกสัตว์มีพิษและงูพิษกัดมาเป็นระยะเวลามากกว่า ๒๐ ปีจนกระทั่งได้รับการยอมรับและมีการนำสูตรตำรับยามาใช้ที่โรงพยาบาลกาบเชิง ที่สถานีอนามัยในเขตอำเภอพนมดงรัก และได้ร่วมในการรักษาผู้ที่ถูกงูพิษ สัตว์พิษกัดที่โรงพยาบาลพนมดงรัก โดยนายเอี๊ยะ  บอกว่าการได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรักนั้นดี  เพราะมีหมอที่โรงพยาบาลช่วยดูแลคนไข้ด้วย  นายเอี๊ยะ  บอกว่าสิ่งที่ตนเองภาคภูมิใจมากที่สุด คือ การที่โรงพยาบาลให้ตนเองได้ไปรักษาคนไข้ถูกงูกัดที่โรงพยาบาล  ทำให้ตนรู้สึกว่ามีความสำคัญ ทางโรงพยาบาลยอมรับในความสามารถของตน   “ก็พอมีรายได้จากที่ไปรักษาที่โรงพยาบาล ช่วยผมได้เยอะ”   “ผมภูมิใจที่สุดที่หมอให้ผมไปช่วยรักษาที่โรงพยาบาล ทำให้คนรู้จักผมมากขึ้น” 
๒.  เป็นครูภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์
จากการรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านโดยการใช้สมุนไพรนั้นแสดงให้เห็นถึงคุณค่าขององค์ความรู้ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวสุรินทร์ ซึ่งยังคงมีบทบาทในการรักษาและคาดว่าภูมิปัญญาเหล่านี้จะยังคงอยู่ แต่อาจมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงในรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของการเจ็บป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
การที่ภูมิปัญญาด้านการดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านยังคงอยู่นั้นมีปัจจัยต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น การรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยบางชนิดที่ทางแผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้   ขณะที่หมอพื้นบ้านผู้รักษามีจิตใจที่มีความเสียสละ มีคุณธรรมและยินดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังผลตอบแทนการที่ประชาชนมีความศรัทธาและความเชื่อในการรักษาแบบพื้นบ้าน ที่หมอพื้นบ้านมีความเป็นกันเองผู้ป่วยและญาติสามารถพูดคุยซักถามได้โดยสะดวก    นอกจากนี้ในแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทต่างกันล้วนมีองค์ประกอบที่ทำให้หมอพื้นบ้านยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนในชนบทได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาที่นับวันจะลดน้อยและหายากมากขึ้นทุกขณะ   เราจึงควรที่จะต้องร่วมกันรณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์รักษาป่าและสมุนไพรในท้องถิ่นและส่งเสริมเยาวชนรุ่นหลังได้เกิดความภูมิใจในองค์ความรู้ของภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านการรักษาผู้ที่เจ็บป่วยและทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถพึ่งพิงตนเองในการ ดูแลสุขภาพในเบื้องต้นได้

 


 

โพสโดย: ผู้ดูแลระบบ
ร้องเรียน-ร้องทุกข์
ลิ้งที่เกี่ยวข้อง
เฟสบุ๊คอบจ.สุรินทร์
บทความออนไลน์
แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
วีดิทัศน์ประชาสัมพันธ์
Polls
รูปแบบเว็บไซต์ใหม่ อบจ.สุรินทร์
  • มากที่สุด
  • มาก
  • ปานกลาง
  • น้อย
  • น้อยที่สุด
  •  ดูผลโหวต
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ All right reserve@2010